ประชาสัมพันธ์

 

ข่าวสาร

 

เว็บวัดไทยในทวีปออสเตรเลีย

 

เว็บลิงค์

 

ระเบียบสำนักฝึกฯไปต่างประเทศ (ธ)

ระเบียบสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต)

ว่าด้วยการไปต่างประเทศสำหรับพระธรรมทูต

พ.ศ. 2543

----------------------------

เพื่ออนุวัตตามระเบียบมหาเถรสมาคมกำหนดวิธีปฏิบัติในการไปต่างประเทศสำหรับ พระภิกษุสามเณร พ.ศ. 2537 และมติที่ประชุมคณะกรรมการสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต) ครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2543 จึงวางระเบียบสำหรับพระธรรมทูตคณะธรรมยุตไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ระเบียบนี้ เรียกว่า "ระเบียบสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต) ว่าด้วยการไปต่างประเทศสำหรับพระธรรมทูต พ.ศ. 2543"

ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 เป็นต้นไป

ข้อ 3 ให้ยกเลิกระเบียบ คำสั่ง และหรืออื่นใดที่เกี่ยวกับการไปต่างประเทศสำหรับพระธรรมทูตคณะธรรรยุตที่ขัด หรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ข้อ 4 ในระเบียบนี้

  • "สำนักฝึกอบรม" หมายความว่า สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศคณะธรรมยุต โดยเรียกย่อว่า "สพธต." มีชื่อภาษาอังกฤษว่า " The Training Institute for Dhammaduta Bhikkhus Going Abroad" (TIDGA)

  • "ประธานกรรมการ" หมายความว่า พระเถระที่มหาเถรสมาคมมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมดูแลพระธรรมทูตคณะธรรมยุตที่ ไปปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในต่างประเทศ

  • "กรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการ สพธต. ซึ่งเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตแต่งตั้ง

  • "พระธรรมทูต" หมายความว่า พระภิกษุธรรมยุต ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้ไปต่างประเทศจากสำนักฝึกอบรม

ข้อ 5 ให้ประธานกรรมการรักษาการตามระเบียบนี้

หมวด 1

คณะกรรมการ

ข้อ 6 ให้มีคณะกรรมการบริหารสำนักฝึกอบรมคณะหนึ่งเรียกโดยย่อว่า "คพธต."ประกอบด้วยพระเถระในคณะธรรมยุตที่มหาเถรสมาคมมอบหมายรูปหนึ่งเป็น ประธานกรรมการ กรรมการผู้ทรง คุณวุฒิจากพระภิกษุคณะธรรมยุตผู้มีประสบการณ์ในด้านต่างประเทศไม่เกิน 5 รูป และพระภิกษุนักวิชาการคณะธรรมยุตไม่เกิน 7 รูป เป็นกรรมการ ให้ คพธต.เลือกกรรมการเป็นรองประธานกรรมการรูปหนึ่ง รองอธิการบดี ฝ่ายเผยแผ่และวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นกรรมการและเลขานุการ ประธานกรรมการจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการตามที่เห็นสมควรก็ได้

ข้อ 7 คณะกรรมการตามข้อ 6 จะให้มีที่ปรึกษาจากพระภิกษุคณะธรรมยุตหรือคฤหัสถ์ผู้มีประสบการณ์ และผู้แทนส่วนราชการด้านการต่างประเทศจำนวนไม่เกิน 15 รูป/คน

ข้อ 8 คุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พระภิกษุนักวิชาการ และที่ปรึกษาซึ่งเป็นพระภิกษุตามข้อ 6 และข้อ 7 จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  1. เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญขึ้นไป หรือเป็นเปรียญ หรือได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งและนักธรรมชั้นเอก

  2. มีประสบการณ์ด้านบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

  3. มีพรรษาพ้นห้า

  4. เป็นปกตัตตะ และมีอาจาระเรียบร้อยดีงาม

ในกรณีผู้ไม่มีคุณสมบัติตาม 1 ให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานกรรมการ

คุณสมบัติของที่ปรึกษาซึ่งเป็น คฤหัสถ์ผู้มีประสบการณ์ จะต้องเป็นผู้มีศรัทธาเข้าใจในหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นที่ยอมรับใน สังคม และมีความสนใจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและงานพระธรรมทูตในต่างประเทศ

ข้อ 9 กรรมการตามข้อ 6 และที่ปรึกษาตามข้อ 7 ให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 4 ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง ถ้าตำแหน่งว่างลงก่อนกำหนดและยังมีกรรมการหรือที่ปรึกษาดังกล่าว เหลืออยู่จำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของแต่ละประเภทให้กรรมการหรือที่ปรึกษา ที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เมื่อตำแหน่งกรรมการหรือที่ปรึกษาว่างลงก่อนกำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้ง กรรมการหรือที่ปรึกษาภายในกำหนดหกสิบวัน เว้นแต่วาระที่เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการหรือที่ปรึกษาแทนก็ได้ ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาแทนนั้น ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าที่กำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน กรรมการหรือที่ปรึกษาซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ประธานกรรมการจะแต่งตั้งให้เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาอีกได้ ในกรณีที่กรรมการและที่ปรึกษาพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้แต่งตั้ง กรรมการและที่ปรึกษาใหม่ให้กรรมการและที่ปรึกษานั้นปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนจน กว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการและที่ปรึกษาใหม่นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระวรรคหนึ่งแล้วกรรมการและที่ปรึกษาพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

  1. มรณภาพ หรือตาย

  2. ลาออก

  3. พ้นจากความเป็นพระภิกษุ

  4. ประธานกรรมการโดยมติคะแนนเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการ เห็นสมควรให้ออก

  5. เมื่อประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งให้กรรมการและที่ปรึกษาพ้นจากตำแหน่งด้วย

ข้อ 10 คพธต.มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

  1. บริหารงานของสำนักฝึกอบรมให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายของมหาเถรสมาคมและของคณะธรรมยุต

  2. พิจารณาวางระเบียบ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารงานของสำนักฝึกอบรม

  3. ตีความวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ระเบียบนี้

  4. ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ที่กำหนดไว้ในข้ออื่นของระเบียบนี้

  5. พิจารณาแต่งตั้งถอดถอนเจ้าอาวาส เจ้าสำนัก หรือผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส เจ้าสำนัก ในกรณีที่วัดในต่างประเทศยังไม่มีคณะกรรมการบริหารประจำประเทศนั้น ๆ

  6. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือบุคคลใด บุคคลหนึ่งเพื่อทำการใด ๆ เฉพาะกิจหรือเฉพาะกรณีอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของ คพธต.

  7. ปฏิบัติงานอื่นตามที่มหาเถรสมาคมหรือคณะธรรมยุตมอบหมาย

ข้อ 11 ในการประชุม คพธต.ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึง จะเป็นองค์ประชุม

ให้ประธานกรรมการเป็นประธานใน ที่ประชุมถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการรูปหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

ใน การประชุมถ้ามีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับกรรมการผู้ใดโดยเฉพาะ กรรมการผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ ถือเสียงข้างมากกรรมการท่านหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นเสียงหนึ่ง เป็นเสียงชี้ขาด

ข้อ 12 ให้มีสำนักงานเลขานุการ คพธต. และมีหน้าที่ดังนี้

  1. ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานประชุม งานธุรการ งานวิชาการ งานเลขานุการ และบริหารงานทั่วไปของ คพธต. และดำเนินการตามที่ คพธต.มอบหมาย

  2. ศึกษาวิเคราะห์จัดทำคุณภาพและมาตรฐานงานพระธรรมทูตในต่างประเทศ

  3. ศึกษาวิเคราะห์งบประมาณและการอุปถัมภ์ตลอดจนการพัฒนาพระธรรมทูตและเจ้า หน้าที่ คพธต.

  4. พัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศ วิธีการดำเนินงานและจัดทำแผนงานพระธรรมทูตในต่างประเทศ

  5. ประสานงานและดำเนินงานวิเทศสัมพันธ์กับพระธรรมทูตในต่างประเทศ

  6. รายงานผลการดำเนินงานประจำปีเสนอประธานกรรมการ และกรรมการคณะธรรมยุตให้สำนักงานเลขานุการ คพธต. ตั้งอยู่ที่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

หมวด 2

พระธรรมทูต

ข้อ 13 พระภิกษุผู้ได้รับคัดเลือกจากสำนักฝึกอบรมให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่พระ ธรรมทูตในต่างประเทศต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  1. มีพรรษาพ้นห้า

  2. สำเร็จการฝึกอบรมจาก สพธต.

  3. ได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาส

  4. ไม่ดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการ ตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาสขึ้นไป เว้นแต่การรักษาการ

  5. ได้รับอาราธนา หรือคพธต.ส่งไปต่างประเทศเพื่อการนี้

  6. เป็นปกตัตตะ และมีอาจาระเรียบร้อยดีงาม

  7. ไม่อยู่ในระหว่างต้องอธิกรณ์คพธต.อาจ ยกเว้นคุณสมบัติของพระธรรมทูตตาม 1 ตามที่เห็นสมควรเฉพาะรายก็ได้

หมวด 3

การปฏิบัติ ศาสนกิจในต่างประเทศ

ข้อ 14 พระธรรมทูตต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง หรือคำแนะนำของผู้บังคับบัญชา ระเบียบ ข้อบังคับ จารีต และกฎหมายของประเทศนั้น ๆ อันไม่ขัดกับพระธรรมวินัย

ข้อ 15 พระธรรมทูตต้องปฏิบัติตามนโยบาย คำสั่ง กฎ ระเบียบของสำนักฝึกอบรม และของคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด

ข้อ 16 พระธรรมทูตต้องไปอยู่จำพรรษาในวัดหรือสถานที่ที่สำนักฝึกอบรมกำหนด

ข้อ 17 การปฏิบัติศาสนกิจมีวาระคราวละ 2 ปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคณะธรรมยุตในแต่ละประเทศ หรือคณะกรรมการวัดในประเทศนั้น ๆ ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของ คพธต.

ข้อ 18 พระธรรมทูตจะย้ายสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากสำนักฝึกอบรม โดยความเห็นชอบของประธานกรรมการคณะธรรมยุตในแต่ละประเทศหรือคณะกรรมการวัดใน ประเทศนั้น ๆ

ข้อ19 พระธรรมทูตต้องจัดทำรายงานการปฏิบัติศาสนกิจในรอบปีของแต่ละรูปเสนอสำนักฝึก อบรม โดยเสนอผ่านประธานกรรมการคณะธรรมยุตในแต่ละประเทศ เพื่อพิจารณาประเมินผลงานทุกปี

ในกรณีในประเทศนั้นไม่มีคณะกรรมการคณะธรรมยุตให้เสนอสำนักฝึกอบรมโดยตรง

ข้อ 20 พระธรรมทูตจะลาสิกขาในประเทศที่ตนไปปฏิบัติศาสนกิจไม่ได้ ต้องเดินทางกลับมาลาสิกขาในประเทศไทยเท่านั้น

ข้อ 21 พระธรรมทูตรูปใดกลับมาก่อนครบวาระ หรือครบวาระแล้ว ต้องรายงานให้สำนักฝึกอบรมทราบภายใน 15 วัน หลังจากวันที่กลับ

หมวด 4

จริยาพระธรรมทูต และผู้บังคับบัญชา

ข้อ 22 พระธรรมทูตรูปใดประพฤติตนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงแก่สถาบันพระพุทธศาสนาและ ประเทศชาติ ให้ถือว่าเป็นความผิดอันร้ายแรง

ข้อ 23 ผู้บังคับบัญชาในประเทศนั้น ๆ จะต้องดูแลระมัดระวังให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตนให้สมควรแก่สมณสารูป ถ้ารู้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตนไม่เหมาะสมต้องดำเนินการตามกฎระเบียบ หรือรายงานความประพฤติของพระธรรมทูตรูปนั้น ๆ ให้สำนักฝึกอบรมทราบโดยเร็ว ถ้าผู้บังคับบัญชารูปใดไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อนี้ ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชารูปนั้นละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบ

ข้อ 24 พระธรรมทูตละเมิดจริยามีโทษ 4 สถาน

  1. ภาคทัณฑ์หรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษร

  2. เรียกตัวกลับประเทศไทย

  3. ระงับการต่ออายุหนังสือเดินทาง

  4. เพิกถอนหนังสือเดินทางและให้พ้นจากความเป็นพระธรรมทูต

หมวด 5

การสิ้นสุดความ เป็นพระธรรมทูต

ข้อ 25 พระธรรมทูตพ้นจากหน้าที่เมื่อ

  1. มรณภาพ

  2. อยู่ครบวาระ

  3. ลาออกจากความเป็นพระธรรมทูต

  4. พ้นจากความเป็นพระภิกษุ

  5. คณะกรรมการสำนักฝึกอบรมให้พ้นจากความเป็นพระธรรมทูต

  6. ถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง เนื่องจากความประพฤติตนไม่เหมาะสม

บทเฉพาะกาล

ข้อ 26 พระธรรมทูตรูปใดเป็นพระธรรมทูตอยู่ก่อนแต่ระเบียบนี้ประกาศใช้ ให้ถือว่าเป็นพระธรรมทูตโดยชอบตามระเบียบนี้

ข้อ 27 คณะกรรมการที่ปรึกษา และคณะกรรมการบริหารที่มีอยู่ก่อนระเบียบนี้ประกาศใช้ ให้คงอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่ตามข้อ 6 ซึ่งต้องไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ระเบียบนี้ประกาศใช้ข้อ 28 ในระหว่างที่ยังไม่มีระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง เพื่อปฏิบัติงานตามระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือจารีตของสำนักฝึกอบรมที่มีอยู่เดิมไปก่อนโดยอนุโลม

ประกาศ ณ วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2543

(สมเด็จพระญาณสังวร)

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต

รายละเอียดวัด