วัดธรรมรังษี
| ๑. | นามวัด | name |
| วัดธรรมรังษี | Wat Dhammarangsee |
| ๒. | ที่ตั้งวัด | address |
| 387-389 Springvale Road, Forest Hill, Melbourne VIC. 3131.Tel & Fax (03) 9878 6162 | ||
| ๓. | นามผู้สนับสนุน | sponsor |
| มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศ กรุงเทพมหานคร | ||
| ๔. | ที่ดินของวัดในปัจจุบัน | current land |
| มีพื้นที่รวมทั้งหมด ๑,๗๐๐ ตารางเมตรประมาณ ๑.๑ ไร่ เป็นพัทธสีมา | ||
| ๕. | นามเจ้าอาวาสในปัจจุบัน | current abbot |
| พระครูโชติธรรมวิเทศ(ธานี ชุติกาโม) | ||
| ๖. | ประวัติและความเป็นมา | background |
|
วัดธรรมรังษี เป็นวัดพุทธศาสนาเถรวาท แห่งแรกในนครเมลเบิร์น จัดตั้งขึ้นด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวพุทธนานาชาติ เช่นไทย ลาว เขมร ศรีลังกา อินเดีย และออสเตรเลีย การก่อตั้งวัดเป็นไปตามลำดับ เริ่มด้วยการเช่าบ้านเป็นสำนักสงฆ์ ณ บ้านเลขที่ ๔๐๐ ถนนสปริงเวลล์ เขตฟอเรสต์ฮิลล์ ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่ตรงกันข้ามกับสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบัน การเริ่มตั้งวัด คือวันที่ท่านเจ้าคุณพระราชวิสุทธิมุนี (บุญเรือง ปุญฺญโชโต) (ปัจจุบันคือพระธรรมเจติยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน) และพระครูปลัดย้อย ปุสฺสิโย (ปัจจุบันคือพระครูวิฑูรธรรมกิจ) ได้เดินทางมาจากนครซิดนีย์ เพื่ออยู่จำพรรษา ณ สำนักสงฆ์ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๑ เดือนมิถุนายน ๒๕๒๗ โดยได้รับการสนับสนุน จากพระวิบูลสีลาภรณ์(สมัย สุขสมิทฺโท) (ปัจจุบันคือ พระราชสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธรังษี ประเทศออสเตรเลีย) เพื่อสนองความเรียกร้อง ของชาวพุทธนครเมลเบิร์น ประกอบกับการก่อตั้ง มูลนิธิพุทธศาสนาแห่งรัฐวิคตอเรีย โดยชาวพุทธนานาชาติ นครเมลเบิร์น ในวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๒๗ จึงตกลงเช่าบ้าน เป็นระยะแรก ๖ เดือน เพื่อเป็นการทดลองศรัทธาพุทธศาสนิกชน หากว่าไม่มีโอกาสสร้างวัดสำเร็จ ก็จะนิมนต์พระกลับนครซิดนีย์ แต่ถ้าได้รับการสนับสนุนด้วยดี ก็จะดำเนินการสร้างวัดต่อไปในอนาคตอีกประการหนึ่ง การอุปัฏฐากพระสงฆ์นับเป็นเรื่องสำคัญในการเป็นอยู่พระสงฆ์ แต่เนื่องจากสำนักสงฆ์ตั้งติดกับบ้านของครอบครัวคุณสมสนิท มังคะละ ซึ่งเป็นชาวลาวครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้ได้ปวารณาสงฆ์รับเป็นภาระดูแลในสมณกิจหลายอย่าง โดย เฉพาะการรับเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารเช้า ส่วนภัตตาหารเพล กรรมการของสำนักสงฆ์ได้จัดวาระถวายภัตตาหารเป็นรายเดือน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์ ว่างเอาไว้เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวพุทธทั่วไปได้ร่วมทำบุญสำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายตกประมาณเดือนละ ๖๖ ดอลล่าร์ เป็นค่าแก๊สค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ดังนั้น คณะกรรมการจึงกำหนดนโยบาย โดยการขอเรี่ยไรจากครอบครัวไทย ลาว เขมรเพียงครอบครัวละ ๑๐ ดอลล่าร์ต่อเดือน และได้รับการบริจาคช่วยเหลือ จากชาวพุทธชาติอื่น ๆ เช่นศรีลังกา มาเลเซีย สิงคโปร์อินเดีย และออสเตรเลีย เป็นต้น ความเจริญก้าวหน้าของสำนักสงฆ์ ต่อมาได้กลายเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ทางพระพุทธ ศาสนา เริ่มด้วยงานทำบุญวันเข้าพรรษา งานทำบุญสารท วันออกพรรษา วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันขึ้นปีใหม่สากล วันสงกรานต์ เป็นต้น ส่วนงานทอดกฐินนั้น ยังต้องเช่าห้องประชุมสาธารณะ ด้วยสถานที่ของสำนักสงฆ์ไม่เพียงพอแก่ประชาชนจำนวนมาก เมื่อมีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาเป็นเวลานานวันเข้า ชาวพุทธนครเมลเบิร์นได้ให้ความสนใจมากขึ้นเรื่องภาระหนี้สินการเช่าบ้าน ก็ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคอีกต่อไป การตั้งชื่อวัด ใน ราวประมาณเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ ได้มีพระเมตตารับสำนักสงฆ์เข้าอยู่ในความอุปถัมภ์ และเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๒๙ ได้ทรงประทานนามสำนักสงฆ์ว่า “วัดธรรมรังษี”ซึ่งพระเดชพระคุณฯ เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร มีพระรับสั่งว่านามวัดจะได้เหมาะสมกันกับนามวัดพุทธรังษีที่นครซิดนีย์ ซื้อบ้านทำเป็นวัดถาวร จนกระทั่งลุถึงต้นปี ๒๕๒๙วัดธรรมรังษี มีเงินทุนจำนวนประมาณ๒๐,๐๐๐.๐๐ AUD$(สองหมื่นเหรียญออสเตรเลีย) จึงมีความดำริคิดหาสถานที่เหมาะสม สำหรับเป็นที่ตั้งวัดถาวรอย่างจริงจัง หลังจากที่ช่วยกันหาสถานที่ตั้งวัดแห่งใหม่ ในที่สุดก็พบกับบ้านหลังหนึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับบ้านที่กำลังเช่าอยู่นั่นเอง ซึ่งเจ้าของบ้านประกาศขายราคา ๘๔,๐๐๐.๐๐ AUD$(แปดหมื่นสี่พันเหรียญออสเตรเลีย) แต่เมื่อทราบว่าทางวัดต้องการซื้อเพื่อทำเป็นวัด จึงได้ลดราคาลงเหลือเพียง ๘๒,๕๐๐.๐๐ AUD$(แปดหมื่นสองพันห้าร้อยเหรียญออสเตรเลีย) ตัวบ้านเป็นตึกขนาดสามห้องนอน ตั้งอยู่ในเนื้อที่กว้างขวางพอที่จะเป็นวัดได้ ด้านหลังเป็นสนามหญ้า และมีโรงรถขนาดใหญ่อยู่ริมรั้วด้านหลัง เหมาะที่จะดัดแปลงเป็นธรรมศาลา หลังจากคณะกรรมการทั้งฝ่ายสงฆ์ และฝ่ายฆราวาสได้ตรวจพิจารณาเป็นที่พอใจทุกฝ่ายแล้ว คณะกรรมการจึงได้ดำเนินการเจรจา เพื่อขอกู้เงินจากธนาคารเนชั่นออสเตรเลีย (Nation Australia Bank) โดยเอาบ้านเข้าประกันธนาคาร ในวงเงินอย่างน้อย ๕๗,๐๐๐.๐๐ AUD$ (ห้าหมื่นเจ็ดพันเหรียญออสเตรเลีย) โดยมีเงื่อนไขว่า ทางวัดต้องมีเงินอยู่ในธนาคารอย่างน้อย ๒๘,๐๐๐.๐๐ AUD$(สองหมื่นแปดพันเหรียญออสเตรเลีย) ภายในวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๙ ซึ่งจะเป็นวันชำระเงินแก่ผู้ขายปัญหาเร่งด่วนในขณะนั้นคือ ทำอย่างไรจึงจะหาเงินจำนวนนี้ได้ตามกำหนดอาจจะเป็นเพราะพุทธานุภาพบารมีธรรม ปรากฏว่าเมื่อข่าวการพบบ้านที่เหมาะสมซึ่งสามารถจะทำเป็นวัด ได้ถูกกระจายไปในหมู่ชาวพุทธนานาชาติ ได้ผู้มีจิตศรัทธาเป็นจำนวนมากร่วมบริจาคซื้อวัดในครั้งนั้น เมื่อรวบรวมเงินบริจาคทั้งหมด ๒๐,๐๐๐.๐๐ AUD$(สองหมื่นเหรียญออสเตรเลีย)รวมกับเงินที่มี อยู่ก่อนแล้ว ๒๐,๐๐๐.๐๐ AUD$(สองหมื่นเหรียญออสเตรเลีย) รวมเข้าด้วยกันเป็นจำนวนเงินทั้งหมด ๔๐,๐๐๐.๐๐ AUD$(สี่หมื่นเหรียญออสเตรเลีย) เป็นอันว่าไม่จำเป็นต้องกู้เงินธนาคารทั้งหมด ตามจำนวน ที่กล่าวไว้ข้างต้น กู้เงินเพียงจำนวน ๔๖,๐๐๐.๐๐ AUD$(สี่หมื่นหกพันเหรียญออสเตรเลีย) ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี โดยผ่อนส่งชำระเป็นรายเดือนๆ ละ ๕๕๓.๐๐ AUD$มีกำหนดส่งชำระหนี้ภายใน ๒๐ ปี ย้ายจากสำนักสงฆ์เข้าสู่วัดแห่งใหม่เป็นการถาวร ใน วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๒๙ โดยได้อาศัยพุทธศาสนิกชนชาวลาว ช่วยปรับปรุงผนังเพดานของโรงรถ เพื่อใช้เป็นศาลาประกอบศาสนพิธี ในโอกาสต่างๆ มีพระประธาน พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในส่วนของพิธีกรรมต่างๆ จะกระทำในศาลาซึ่งสามารถบรรจุคนได้ประมาณหนึ่งร้อยคน ส่วนตัวบ้านใช้เป็นที่พักของพระสงฆ์ และเป็นที่ต้อนรับประชาชนในวันธรรมดา นอกจากนั้นมีการสร้างห้องสุขาเพิ่มเติมอีกหนึ่งห้อง สำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ และสร้างรั้วถาวรรอบบริเวณวัด เทศบาลนันนาวาดิ้งรับรองวัดธรรมรังษี กฎหมาย เทศบาลของออสเตรเลีย ว่าด้วยบทบัญญัติเกี่ยวกับ การสร้างโบสถ์ วัด หรือวิหารทุกๆ ศาสนา จัดเข้าในประเภท “สถานที่สำคัญสำหรับสักการะบูชา” หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษ ว่า “Place of worship”ครั้งแรกวัดธรรมรังษีเป็นเพียงสำนักสงฆ์ คณะกรรมการมิได้ดำเนินการขอคำรับรองจากเทศบาล เพราะที่ตั้งของสำนักสงฆ์เป็นเพียงบ้านเช่า แต่เมื่อมีสถานที่ตั้งวัดเป็นของตนเองแล้ว คณะกรรมการจึงได้ยื่นคำร้องต่อเทศบาล เทศบาลได้ให้การรับรองเป็นวัด หรือศาสนสถานอย่างไม่เป็นทางการก่อนเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๑ นอกจากนั้นทางวัดยังได้สร้างที่จอดรถ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎบัญญัติของเทศบาลในบริเวณระหว่างตัวบ้าน และศาลา ราคาค่าก่อสร้าง ๑๘,๗๐๐.๐๐ AUD$ และในปีเดียวกันนี้ ทางวัดได้ชำระหนี้ที่กู้ยืมจากธนาคารในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ หมดเรียบร้อยเป็นไทบริบูรณ์ขยายวัดต่อเติม ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ ทางวัดได้สร้างห้องสุขาเพิ่มเติมอีกสองห้อง และดัดแปลงห้องครัวให้กว้างขวาง เพิ่มความสะดวกแก่คนจำนวนมากขึ้น พร้อมทั้งขยายห้องรับแขกให้เหมาะสมกับความเจริญก้าวหน้าของวัด พร้อมทั้งต่อเติมกันสาดให้เป็นที่หลบแดดหลบฝน ในวันที่ทางวัดมีงานจัดงานกิจกรรมต่างๆ เช่น วันทำบุญวันสงกรานต์ ฯลฯ เป็นต้น เปลี่ยนชื่อมูลนิธิ เพื่อ ความเหมาะสม คณะกรรมการวัด จึงได้ตกลงเปลี่ยนชื่อ “มูลนิธิพุทธศาสนาแห่งรัฐวิคตอเรีย” เป็น “มูลนิธิวัดธรรมรังษี” เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๖ ซื้อบ้านอีกหลังหนึ่งเพื่อขยายวัด กาลเวลาได้ผ่านไป สถานที่ตั้งวัดแห่งใหม่ เริ่มจะคับแคบ เมื่อมีงานเทศกาลในแต่ละครั้ง คณะกรรมการจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกัน เพื่อขยายวัดให้กว้างขึ้น ประกอบกับบ้าน และอาคารที่ตั้งอยู่ติดกับวัด กำลังประกาศขายในราคา ๑๑๕.๐๐๐.๐๐ AUD$ (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญออสเตรเลีย) เงินทุนของวัดใน ขณะนั้นมีอยู่เพียง ๒๒,๖๑๖.๐๐ AUD$ (สองหมื่นสองพันหกร้อยสิบหกเหรียญออสเตรเลีย) จึงได้ทำหนังสือกราบทูลขอพระเมตตานุเคราะห์ จากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญสุวฑฺฒโน) ซึ่งพระองค์ทรงประทาน ๖๖,๒๗๓.๐๐ AUD$ (หกหมื่นหกพันสองร้อยเจ็ดสิบสามเหรียญออสเตรเลีย) เพื่อสมทบทุนในการซื้อบ้านหลังนั้น เมื่อรวมกับเงินวัดที่มีอยู่ก็ยังไม่เพียงพอกับราคาบ้านที่กำลังประกาศขาย ทางวัดจึงได้กู้ยืมเงินจากธนาคารจำนวน ๓๐,๐๐๐.๐๐ เหรียญดอลล่าร์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๑.๕ ต่อปี โดยจะต้องผ่อนชำระเป็นรายเดือนๆละ ๔๑๖ เหรียญดอลล่าร์ กำหนดชำระหนี้หมดภายในระยะเวลา ๑๐ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นปีเฉลิมฉลองพระชนมวารพรรษา สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) พระองค์ทรงมีพระชนมายุครบรอบ ๘๔ พรรษา วัดธรรมรังษี จึงได้มีความดำริจัดสร้างศาลาเอนกประสงค์ แทนศาลาหลังเดิม ซึ่งทรุดโทรม และเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระกรุณาคุณพร้อมทั้งพระเกียรติคุณของพระองค์ท่าน ที่มีต่อวัดธรรมรังษีตลอดเรื่อยมาในครั้งนี้ด้วยอีกทั้งในการสร้างศาลาหลังนี้ พระองค์ได้ทรงมีพระเมตตา ประทานทุนทรัพย์ปัจจัย ในนามมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นจำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สามล้านบาทถ้วน) ซึ่งการก่อสร้างศาลาได้แล้วเสร็จในปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ และได้ประกอบพิธีเฉลิมฉลองเปิดศาลาหลังใหม่ พร้อมทั้งผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๒๒ ถึงวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๒ โดยมีคณะพระสงฆ์จากเมืองไทย อเมริกา นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย มาร่วมงานพิธีดังกล่าว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศาลา ๘๔ พรรษา หลังนี้ก็ได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนพิธี และยังใช้เป็นที่อบรมกัมมัฏฐาน เจริญสมาธิภาวนา ในเวลาเย็น ของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปปัจจุบัน วัดธรรมรังษี ได้เปิดสอนหลักสูตรธรรมศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นำพุทธธรรมสู่ชาวประชา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยทำการเปิดสอนในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ซึ่งในขณะนี้ ทางวัดได้ขยายการศึกษา โดยทำการเปิดสอนภาษาไทย ให้แก่เด็ก และเยาวชนไทยในต่างประเทศ พร้อมทั้งชาวต่างชาติที่สนใจเรียนรู้ภาษาไทย ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และประเพณีไทย ในส่วนของการพัฒนาวัดได้มีการสร้างโรงครัวใหม่ต่อจากอาคารที่พักแทนของ เก่าที่เล็กคับแคบไม่สะดวกเวลามีกิจกรรมต่างๆ ภายในวัด... |
||












