สมเด็จพระญาณสังวรเสด็จเยี่ยมเยียน
จากหนังสือ งานฉลองเจดีย์วัดป่าพุทธรังษี ปี 2534 โดย พระราชสีลาภรณ์ (สมัย สุขสมิทฺโท)
เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ( เจริญ สุวฑฺฒโน ) พร้อมกับคณะ มีท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก ( วิชมัย ปุญญาราโม) พระครูประกาศธรรมคุณ วัดป่าเลไลยก์ สิงคโปร์ และพระครูปลัดสัมพิพัฒญาณาจารย์ (บุญช่วย ) เลขานุการเจ้าพระคุณสมเด็จ ได้เดินทางมาประกอบศาสนกิจที่อินโดนีเซีย เลยถือโอกาสผ่านมาแวะเยี่ยมวัดพุทธรังษีที่นครซิดนีย์ด้วย เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ( ค.ศ. ๑๙๗๗) เป็นที่ปลื้มปิติแก่ชาวพุทธทั้งหลายที่ให้ความอุปถัมภ์แก่วัดพุทธรังษีอย่างมาก ในวันรุ่งขึ้น วันที่ ๒๔ ธันวาคม ท่านทูตไทยในขณะนั้นคือ คุณวิเชฏฐ์ สุทธิยาคม และคณะ ได้มาถวายภัตตาหารเพลแก่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ และร่วมประชุมคณะกรรมการวัดด้วย
มีประชาชนชาวลาวอพยพหลายคนมากราบเยี่ยมเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ และได้ถวายภัตตาหารเพลที่ค่ายพักของชาวอพยพลาวในวันที่ ๒๘ ธันวาคม พระคุณเจ้าสมเด็จ ฯ ได้ถามชาวพุทธลาวชื่อ พระยาพานิชสุภผล ซึ่งในอดีดเคยเป็นผู้ว่านครเวียงจันทน์มาแล้ว ว่าโยมทำอย่างไรจึงไม่เศร้าโศกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระยาพานิชสุภผลตอบว่า ท่านถือคติลาวโบราณอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า “โตบ่อตายยังคำพันหนึ่ง” ก็เลยพอทำใจได้ มีความสุขสบายตามอัตภาพ หากจะอธิบายเป็นภาษาไทยให้ชัดก็จะเห็นได้ความว่า คนเรานั้นถ้าชีวิตนี้ยังมีอยู่ ยังมีร่างกายสุขภาพดี แม้จะสูญเสียวัตถุภายนอกทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ยังเหลือทองคำพันแท่งอยู่กับเนื้อกับตัว สมบัติภายนอกนั้น หากว่าเรายังไม่ตาย แม้จะสูญหายไปแล้วก็ยังมีโอกาสหาใหม่ได้ในวันใดวันหนึ่ง สุภาษิตโบราณนั้นมีความสัตย์จริงอย่างไม่มีที่เถียงได้ ขณะนี้ชาวลาว ชาวเขมร ชาวเวียดนาม ชาวจีนอพยพ ต่างก็มีบ้านของตัว มีเงินมีทอง บางทีอาจมีมากกว่าผู้ที่ไม่เคยอพยพและไม่เคยมีอะไรสูญหายเลยด้วยซ้ำไป บัดนี้พระยาพานิชสุภผลได้สิ้นชีวิตไปแล้ว แต่คติธรรมของท่านยังใช้ได้ดีอยู่
เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร และท่านเจ้าคุณธรรมดิลกนั้น ท่านเป็นเจ้านายผู้บังคับบัญชาโดยตรงของคณะธรรมทูตสายอินโดนีเซียและออสเตรเลีย วัดทุกแห่งที่อินโดนีเซียและออสเตรเลียเกิดขึ้นได้นั้นด้วยความเมตตาของพระมหาเถระทั้งสอง ทุนทรัพย์ทุกอย่างที่มีผู้บริจาคผ่านมหามงกุฎราชวิทยาลัยจนวัดพุทธรังษีได้ขยายกว้างขึ้นกว่าเดิมนั้นเป็นเพราะพระเมตตาและเมตตาของท่านทั้งสองแท้ ๆ ทีเดียว
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ( ค.ศ. ๑๙๗๖ ) เป็นต้นมา จนถึง พ.ศ. ๒๕๒๑ (ค.ศ. ๑๙๗๘ ) ได้มีญาติโยมบริจาคผ่านมหามงกุฎราชวิทยาลัยให้วัดพุทธรังษีซื้อ บ้านเลขที่ ๒ เลขที่ ๔ และเลขที่ ๖ ถนนอัลม่า เป็นจำนวนเงิน ๗๗,๐๐๐ (เจ็ดหมื่นเจ็ดพันเหรียญออสเตรเลีย ) แต่โครงการที่จะรื้อบ้านสร้างศาลาใหม่ต้องหยุดชะงักเนื่องจากเทศบาลไม่ยอมอนุญาต เพราะที่ยังคับแคบและสถานที่จอดรถไม่เพียงพอ คณะกรรมการวัดพุทธรังษี โดยความเห็นชอบของมหามกุฏราชวิทยาลัยได้ขายบ้านทั้งสามหลังดังกล่าวเพื่อหา ซื้อที่แห่งใหม่สร้างวัด จึงได้ตกลงมาซื้อที่ดิน ๑๒ ไร่ เลขที่ ๑๑๒ ถนนจังชั่น ตำบลลูเมียร์ เขตแคมเบลทาวน์ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ( ค.ศ. ๑๙๘๕ )
ประธานคณะกรรมการวัดสมัยนั้นคือ ท่านทูตผดุง ปัทมสังข์ มีส่วนช่วยอย่างสำคัญในการซื้อที่ดินแปลงนี้ ในราคา ๙๓,๐๐๐ เหรียญออสเตรเลีย ท่านเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีความเป็นกันเองและใกล้ชิดกับพระสงฆ์มาก ที่สุดแม้กระทั่งทุกวันนี้...












